โฆษณาโค้กยุคกรีน (5)

โค้กทำให้โลกเขียว?

โค้กทำให้โลกเขียว?

โลกยุคโลกาภิวัตน์ให้ความสำคัญต่อ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม มากขึ้น การค้าต่างๆ ยังเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นเงื่อนไข เพื่อกีดกันทางการค้าเล้ยยยย

จริงๆ การมองโลกที่เห็นความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นเหมือนกับระบบที่ใหญ่มากๆ ก็เป็นเรื่องดี เพราะหากทรัพยากรบางอย่างหายไปมากๆ ก็จะทำให้ระบบเสียสมดุลได้ เช่นเรื่องน้ำ ที่โค้กเกี่ยวข้องโดยตรง

ประท้วงเรื่องน้ำ ที่อินเดีย

ประท้วงเรื่องน้ำ ที่อินเดีย

ปี 2005 ชาวบ้านในเมือง Kerela ที่อินเดีย เขาประท้วงกันว่าโค้ก แย่งน้ำจากเกษตรกรไปผลิตน้ำอัดลม ทำให้ไม่สามารถทำมาหากินได้ ทั้งยังทิ้งน้ำเสียใส่แหล่งน้ำอีกด้วย ข้างฝ่ายโค้ก ก็ออกมาแก้ว่า เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะศาลสูงได้มีคำพิพากษาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอนุมัติคำขอของโค้กที่จะผลิตน้ำอัดลมที่นั่นต่อไปได้ ทั้งนี้ศาลขอให้ผู้ใหญ่บ้านอนุญาตให้โค้กสามารถนำน้ำมาใช้ถึง 500,00 ลิตรต่อปี

โลกาภิวัตน์ซะอย่าง เราก็เลยได้เห็นหนุ่มคนนี้มายืนสร้างกระแสในซาน ฟรานซิสโกซะงั้น

ประท้วงกันที่ซาน ฟรานซิสโก แต่เป็นเรื่องการใช้น้ำของโค้กในประเทศยากจน

ประท้วงกันที่ซาน ฟรานซิสโก แต่เป็นเรื่องการใช้น้ำของโค้กในประเทศยากจน

เขาเลยจัดการประท้วงให้ในบ้านของโค้กด้วย อเมริกา นั่นเองงงง จัดให้ๆ

การโฆษณาของโค้กจึงออกมาในรูปงี้

Coke side of story
Coke side of story

แล้วโค้กก็จัดการปรับเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่าง กระทั่งเมื่อต้นปี 2009 โค้กได้รางวัลด้านสิ่งแวดล้อมดีเด่น ชื่อรางวัล World Environment Center’s (WEC) Gold Medal ประเภท International Corporate Achievement in Sustainable Development ที่ได้รางวัลเพราะ ดูแลน้ำดี บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ก็ยั่งยืน การบริหารพลังงาน และปกป้องบรรยากาศโลกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โค้กพยายามคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติและชุมชน เท่าจำนวนที่ใช้ไปในกระบวนการผลิตเครื่องดื่ม

โอ้วววว นอกจากสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเย็นแล้ว สงครามข้อมูลข่าวสารนี่ โค้กก็ยังเอามาเป็นยันต์กำบังตนเองได้อีก เดิมบอกว่าตัวเองดียังไงมั่ง แล้วมาบอกว่าเป็นสินค้าของชาวโลก ตอนนี้กลายเป็นว่า มีชาวโลกกลุ่มหนึ่งรับรองความรับผิดชอบต่อสังคมของโค้กอีก

ว้าววววว โค้กช่างเป็นเครื่องดื่มที่เยี่ยมจริงๆ ซาร่า

ถูกต้องแล้วจอร์จ มันยอดมากเล้ย…

โฆษณาโค้กยุคสงครามเย็น (4)

I'd lilke to buy the World a Coke
I’d lilke to buy the World a Coke

ช่วงสงครามเย็น ที่อเมริกากับสหภาพโซเวียตทำสงครามแย่งประชาชน ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และให้ความช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาแข่งกัน อย่างเอาเป็นเอาตายในเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา ด้วยการโปรโมตเรื่อง “การพัฒนาประเทศ”

ปี  1971 โค้กมีโฆษณาชิ้นนึงที่ดูเหมือนจะทำให้โลกทั้งโลกเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือชุด I’d like to buy the World a Coke ซึ่งได้อิทธิพลจากการเปลี่ยนมุมมองโค้กเดิมที่ว่า “Things Go Better With Coke” มาเป็น “It’s the Real Thing”

โฆษณาชุดนี้ได้ไอเดียจาก Bill Backer ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ บริษัทโฆษณาแม็คแคน อีริคสัน ซึ่งดูแลลูกค้าคือ โค้ก เดินทางไปลอนดอน เพื่อพบกับนักแต่งเพลงสองคนคือ Billy Davis และ Roger Cook แต่ปรากฏว่าเครื่องบินไม่สามารถลงจดที่สนามบินฮีธโธรว์ได้ เพราะหมอกลงจัด จนเครื่องต้องบินไปลงจอดที่สนามบินแชนนอน ที่ประเทศไอร์แลนด์ แทน

คืนที่ลงจอดนั้น ผู้โดยสารไม่ค่อยจะแฮปปี้เท่าไหร่ ต้องค้างคืนที่ไอร์แลนด์ด้วย แต่เมื่อรุ่งเช้า ผู้โดยสารที่ดูจะมาจากที่ต่างๆ กัน กลับมายืนพูดคุยกัน บอกกันว่า Let’s have a coke หรือ Let’s keep each other company for a little while Backer จึงคิดว่า โค้กเป็นอะไรที่มากกว่าเครื่องดื่มแล้ว ดูเหมือนโค้กจะเป็นอะไรที่ทำให้คนได้พูดคุยกันสักพักนึง

เมื่อเขาเดินทางไปลอนดอน ผ่านเมืองลิเวอร์พูล เพราะหมอกที่ลอนดอนยังไม่จาก เขาได้พบกับทีมแต่งเพลง Davis และ Cook ว่า เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเพลงจะร้องว่าอะไรบ้าง แต่เขารู้ว่าตอนจบจะต้องลงด้วยประโยคนี้ 

I’d like to buy the world a Coke and keep it company

ครั้งแรกที่เปิดเพลงนี้เป็นเพลงโฆษณาโค้กตอนต้นปี 1971 ในอเมริกา ดูเหมือนจะไม่มีใครชอบ แต่แล้ว Backer ก็ขอให้โค้กลงทุนเอาเพลงนี้ไปทำเป็นโฆษณาในทีวี โดยโค้กให้งบมา $250,000 ในการผลิต

โฆษณาทีวีนี้ ถูกนำไปโฆษณาครั้งแรกในยุโรป แล้วไปอเมริกา จำได้ว่าเมืองไทยก็เอาโฆษณาชิ้นนี้มาฉายด้วยเหมือนกัน สงสัยเพราะมีขวดโค้กที่เป็นภาษาไทยปรากฏอยู่ด้วย

ไม่รู้เหมือนกันว่าเพลงหรือโฆษณาที่คนติดใจ แต่ในอเมริกา มีคนดูทีวีขอเพลงตามสถานีวิทยุให้เปิดเพลง I’d like to buy the world a Coke ด้วยแหละ

ข้างล่างนี้ตัวอย่างปกแผ่นเสียง ซิงเกิ้ล เพลง I’d like to buy the world a Coke ซึ่ง The New Seekers นำมาเผยแพร่ พร้อมเพลง What have they done to my song, ma? (เค้าทำไรกะเพลงของฉันอ่ะ แม่) ที่ดูๆ จะเป็นการประชด เหมือนกับว่า เอาเพลง I’d like to teach the World to sing ไปแปลงเป็นเพลงขายน้ำอัดลมไปซะแร้ว

The New Seekers: ผู้ร้องเพลงโฆษณาคลาสสิกของโค้ก
The New Seekers: ผู้ร้องเพลงโฆษณาคลาสสิกของโค้ก

อืมม์… เกาะกระแสโลก กระแสการเมืองยุคสงครามเย็นได้อีกแล้วนะฮ้า พี่โค้ก

เพราะไม่มีโค้ก ถึงมีแฟนต้า (3)

โฆษณาแฟนต้าในยุคนาซี

โฆษณาแฟนต้าในยุคนาซี

โค้กเกิดก่อนที่นาซีเข้ามาปกครองเยอรมันนี ดังนั้นโค้กก็เคยแตะๆ ตลาดเยอรมันมาบ้าง แต่พอเริ่มต้นสงคราม ก็เกิดการไม่ส่งหัวน้ำเชื่อมจากอเมริกามาขาย เหอๆ

Max Keith จึงคิดค้น แฟนต้า เพื่อชาวนาซี และอาณาจักรไรค์ที่ 3 (Third Reich) ในช่วงปี 1941 แต่แฟนต้าวางตัวให้เป็นน้ำเลม่อนเนด หรือที่คนไทยเรียกว่า น้ำมะเน็ด

แฟนต้าดำเนินกิจการมาเรื่องจนถึงยุค 1960 ก็เสร็จโค้ก เมื่อโค้กเข้าไปซื้อกิจการแฟนต้าในที่สุด

ฮิ้ว… นี่โค้กคงคิดไม่ทันว่า เครื่องดื่มชูกำลังเล็กๆ ของเมืองไทย อย่าง Red Bull หรือกระทิงแดง จะตีตลาดโค้กได้ด้วย เลยไม่ได้ซื้อกิจการไว้แบบแฟนต้า

ตอนนี้ Red Bull มีกองกำลังทางอากาศอยู่ที่ Hangar 7 ในเมือง Salzburg ประเทศ ออสเตรีย มีทีมบอล New York Red Bull ในอเมริกา แล้วก็เป็นสปอนเซอร์หลักของ X-Game สารพัดอย่างเลย

ปล. กระทิงแดงเข้าตลาดด้วยการโฆษณาที่เกี่ยวกับการดื่ม และสุขภาพเหมือนกัน (อีกแระ)

โฆษณากระทิงแดงยุคแรก

โฆษณากระทิงแดงยุคแรก

โฆษณาโค้กยุคสงครามโลก (2)

พลิกเขตสงครามเป็นสนามการค้า

พลิกเขตสงครามเป็นสนามการค้า

เล่าเรื่องโฆษณาโค้กต่อ… ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โค้กพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยใช้ความรักชาติมาขายของ ใช้ทหารอเมริกันเป็นผู้นำสินค้าไปเผยแพร่ด้วยการดื่มกินในประเทศต่างๆ โดยบอกว่า

“See that ever man  in uniform gets a bottle of Coca Cola for 5 cents wherever he is and whatever the cost to the company”

แบบว่าไปอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะอย่างไร บริษัทก็ขายแค่ขวดละ 5 เซนต์ ว่าไปนั่น…

โฆษณายุคสงครามโลกครั้งที่ 2

โฆษณายุคสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ไปไกลถึงจีน

ไปไกลถึงจีน

 

แอฟริกาก็ด้วย

แอฟริกาก็ด้วย

โฆษณาสองอันที่มีเรื่องเมืองจีน กับแอฟริกา ก็คงเป็นจุดขายง่ายๆ ว่าโค้กเป็นสินค้าอินเตอร์ที่มีขายในที่ต่างๆ ทั้งเอเชียและแอฟริกา ช่วงปี 1939 ที่เป็นตอนต้นๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง โค้กมีโรงงานต่างประเทศ 5 แห่ง แต่ตอนจบสงครามโลก มีโรงงานอยู่ 64 ประเทศ

ท่ามกลางความเสียหายของบ้านเมืองเกือบจะทั่วโลก แต่โค้กกลับขยายตลาดไปได้กว่า 12 เท่าในช่วงที่คนอื่นเขารบกัน เขาเรียกว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเป็นอย่างยิ่ง

ชมจริงๆ ว่าคนทำตลาดนี่เก่งจริงๆ ไม่ต้องสนใจเรื่องภาวะสงครามอะไรเล้ยยยย

โฆษณาโค้กสมัยบุกเบิก… (1)

coca-cola-advertisement

โฆษณา

แรกเริ่มเดิมทีโค้กเข้าตลาดด้วยการโฆษณา ที่บอกว่า กินแล้วแก้ป่วย แก้ปวดหัว แก้โรคประสาท ฮิสทีเรีย ด้วยตัวยาจากต้นโคคา และเมล็ดโคล่า คนปรุงที่ชื่อ เพมเบอร์ตั้น ลงชื่อด้วยว่าเป็น “นักเคมี”

ดูแล้วก็เหมือนวิธีเข้าตลาดของเครื่องดื่มสารพัดชนิดในปัจจุบันมากๆ

  • ชาเขียว ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ โดยมีบทเรียนจากคนญี่ปุ่น
  • นมเปรี้ยว มีแล็คโตบาซิลลัส
  • นมถั่วเหลืองผสมงาดำ มีแคลเซียมสูง

พอสรุปได้ไหมว่า เครื่องดื่มที่ไม่ใช่ของมึนเมา เวลาเข้าตลาดแล้ว เน้นเรื่องที่กินแล้วดีกับสุขภาพไว้ก่อน จะทำให้คนหันมาทดลองกินไปก่อน แล้วค่อยมีการพิสูจน์ว่าจริงอย่างที่โฆษณาหรือเปล่า ซึ่งกว่าจะถึงตรงนั้น เขาก็ขายของไปจนกำไรหมดแล้วอ่ะ ให้เลิกโฆษณาแบบนี้ หรือให้ปิดโรงงาน ก็คงกำไรไปเยอะแล้ว ไปเปิดไลน์ผลิตเครื่องดื่มอื่นๆ ได้อีกเยอะเลย เหอๆๆ

โซนี่ใช้น้ำตาลทำไฟฟ้า

ถ้ารถใช้แกสโซฮอลขับเคลื่อนได้ ทำไมจะฟัง MP3 จากการเติมน้ำอัดลมไม่ได้?
โซนี่นำวิธีคิดแบบนี้มาสร้างนวัตกรรมทางด้านไฟฟ้ากันเลยทีเดียว

มีคนประมาณว่าข้าว 1 ชาม ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี่ หรือเทียบเท่าแบตเตอรี่ขนาด AA 64 ก้อน
ถ้าเราเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็คงต้องใช้เวลาบริโภคแบตเตอรี่พวกนี้เข้าไปนานพอสมควร

อย่ากระนั้นเลยคิดกลับกันว่า ถ้าเราเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ไม่มีแบตเตอรี่พวกนี้ เราก็จะใช้กลูโคสมาทำให้เป็นไฟฟ้าได้เหมือนกัลลลลล…

ว่าแล้วโซนี่ก็คิดเอาน้ำตาล glucose มาแปรสภาพเป็นไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้กับเครื่องมือไฟฟ้าประเภทต่างๆ จริงๆ

หลักคิด

โซนี่ใช้ชีววิทยาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานในสิ่งมีชีวิตเข้ามาช่วย ร่างกายคนเรากินน้ำตาลเข้าไป น้ำตาลก็จะถูกย่อยโดยเอนไซม์ ในกระบวนการย่อยน้ำตาลนั้นเอ็นไซม์จะเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็น พลังงาน

โซนี่ จึงคิดค้นเอนไซม์บางอย่างมาย่อยน้ำตาลเพื่อแปลงให้เป็น พลังงาน และทำให้พลังงานที่สร้างขึ้นนั้น สามารถนำไปใช้ได้นอกระบบการไหลเวียน โดยใส่ Electron transport mediator ลงไปในเอนไซม์ ที่ขั้วบวกและขั้วลบ และมีตัวกันชน (Buffer) อยู่ระหว่างขั้วบวกขั้วลบ เพื่อดึงอีเลคตรอนออกมาเป็นกระแสไฟ ลองดูรายละเอียดข้างล่างนี้

โครงสร้างวิธีคิดของ Bio Battery โดยโซนี่

โครงสร้างวิธีคิดของ Bio Battery โดยโซนี่

พลังงานสีเขียว

โซนี่เรียกระบบ Bio Battery นี้ว่าเป็นระบบ Passive เนื่องจากการให้ไฟเกิดจากการเติมน้ำตาลลงไปในแบตเตอรี่ และเอนไซม์เองก็จะดึง ออกซิเจนมาใช้เอง ซึ่งต่างจากวิธีคิดแบบการใช้ถ่านไฟฉาย หรือถ่านดิจิตอลที่ทุกอย่างถูกอัดเข้าไปอยู่ในก้อนถ่าน และเมื่อสิ่งที่อัดไว้ถูกใช้ไประยะหนึ่ง ก็จะหมดอายุ ทำให้ต้องทิ้งไป

วิธีคิดแบบ Passive นี้จึงมีส่วนรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้ถ่านไฟฉาย หรือถ่านดิจิตอล

ใช้น้ำอัดลมทำไฟ?

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานคือ

เมื่อโซนี่นำชีวแบตเตอรี่มาจัดแสดง โซนี่เลือกใช้น้ำอัดลมมาเติมเพื่อให้พลังงาน ปั่นไฟกับ MP3 อย่างที่เห็นในภาพนี้แหละครับพี่น้อง

แสดงว่า…

น้ำอัดลมให้พลังงานเยอะจริงๆ

น้ำอัดลม 100 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่
น้ำอัดลม 1 กระป๋อง มีปริมาตร 325 มิลลิลิตร
อยากรู้ว่าน้ำอัดลมกระป๋องนึง ให้พลังงานกี่แคลอรี่ ก็เอา 3.25 เท่า เข้าไปคูณดู

เออ สรุปว่าน้ำอัดลมนี่ ให้พลังงานเยอะ ถ้ากินแล้วใช้ไม่หมด ก็อ้วนลงพุง

แต่ถ้าเอาไปเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ก็จะได้ไฟใช้งานได้อย่างมากมาย

คิดเล่นๆ ว่า ถ้าโซนี่มาจัดแสดงสินค้าในเมืองไทย เขาจะใช้น้ำตาลสดแทนก็ได้นิ… อิอิอิ

โซนี่ใช้พลังงานจากน้ำอัดลมผลิตไฟฟ้า

นมสด นมผสม นมอะไรดี?

วันก่อนมีแถลงข่าว บรรยากาศกันเอ้ง กันเอง แต่ข่าวที่เอาไปลงใน Bangkok Post, ไทยรัฐ, คมชัดลึก, มติชน, เดลินิวส์ ฟังดูเข้มข้น ให้ภาพเล่าเรื่องเองละกันว่า แถลงข่าวแล้วหน้าตาเป็นงัยมั่ง