ทำไมโค้กต้องเติมน้ำตาล และวิตามิน ซี?

คนที่ค้นพบสูตรโคคา โคล่า คือเภสัชกรชื่อ John Pemberton ในปี 1886 Pemberton ได้อานิสงค์จากการที่ องค์กรปกครองของแอตแลนต้าและฟุลตัน ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เขาผสมส่วนผสมระหว่างใบโคคา จากอเมริกาใต้ และสารสกัดจากเมล็ดของต้นโคล่ที่มีสารคาเฟอีน โดยนำมาจากแอฟริกาตะวันตก ซึ่งพืชทั้งสองชนิดมีฤทธิ์กดประสาททั้งคู่ เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดนี้มีรสขม ทำให้เขาต้องเติม “น้ำตาล” ลงไปในเครื่องดื่มของเขา

ระหว่าง Pemberton พัฒนาสูตรนั้น เขาส่งตัวอย่างไปวางขายคู่กับเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ร้านขายยา ฉลากบนหัวเชื้อน้ำเชื่อมที่ Pemberton ส่งไปร้านขายยานั้นมีข้อความกำกับว่า

“เครื่องดื่มของปัญญาชนที่ปราศจากแอลกอฮอล์นี้ มีส่วนผสมของยาบำรุงและสารกระตุ้นประสาทจากต้นโคคาและเมล็ดโคลา ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องดื่มรสดี คืนความสดชื่น ความสดใสช่วยให้กระปรี้กระเปร่าแล้ว แต่ยังเป็นยาบำรุงสมองชั้นยอดและช่วยรักษาอาการเกี่ยวกับสมองทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็ฯอาการปวดหัว ปวดประสาท โรคจิต อาการหดหู่ ซึมเศร้า และอื่นๆ รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของโคคา โคลาจะตึงใจทุกคน” (หน้า 241: ประวัติศาสตร์โลกใน 6 แก้ว)

หลังจาก Pemberton เสียชีวิต และนาย Asa Candler ได้นำโค้กมาทำตลาดต่อ และยังใช้จุดขายเรื่องสุขภาพมาขายเครื่องดื่มนี้ต่อไป เช่นการโฆษณาในปี 1896 กล่าวว่า

Stronger! stronger! grow they all,
Who for Coca-Cola call.
Brighter! Brighter! thinkers think,
When they Coca-Cola drink. 

จุดขายทางสุขภาพนั้น จึงเป็นเรื่องเดิมๆ ที่โค้กใช้มาโดยตลอด ในเมืองไทยยอดขายโค้ก ซีโร่ ก็เติบโตมากมาย เพราะบอกว่าไม่ให้พลังงาน ในญี่ปุ่น โค้กก็ผลิตรสชาติใหม่ในสายการผลิต ไดเอ็ต โค้ก บนฉลากบอกว่าไม่มีแคลอรี่ แถมยังมีวิตามิน ซีอีกด้วย

ทั้งนี้เป็นการตามหลัง Pepsi ซึ่งออกรส Ice Cucumber เมื่อปี 2007 จะว่าไปแล้วเป๊บซี่บอกคุณสมบัติของเครื่องดื่มแบบไม่บอกกันตรงๆ แต่โค้กใช้เรื่องวิตามิน ซี มาเป็นจุดขายของเครื่องดื่ม ทำให้โค้กดูเหมือนจะมีคุณค่าต่อสุขภาพมากกว่าเดิม  

อ่อ ถ้าอยากได้วิตามิน ซีนี่ ไปกินฝรั่งดีกว่านะ ได้วิตามินมากกว่าน้ำอัดลมเยอะ แล้วก็ที่เอานักบอลมาดื่มโชว์ในโฆษณาน่ะ เวลาอยู่ในสนามก็ไม่เคยเห็นนักบอลคนไหนกินน้ำอัดลมเวลาเหนื่อยๆ เล้ยยยยย

 

%d bloggers like this: